กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ. 2567
ข้อ 12
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ. 2567 ข้อ 12 การอนุญาตให้แก้ไขรายการในใบอนุญาต ให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) การแก้ไขรายการในใบอนุญาตตามข้อ ๑๑ (๑) ในกรณีที่เป็นการแก้ไขขนาดของเรือซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพในการทำการประมง ให้แก้ไขห้วงเวลาที่กำหนดให้ทำการประมงได้ให้สอดคล้องกับประสิทธิภาพในการทำการประมงที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ห้ามมิให้แก้ไขปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่อนุญาตให้ทำการประมงตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตและกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เมื่อผู้รับใบอนุญาตได้ชำระค่าธรรมเนียมแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการแก้ไขรายการในใบอนุญาตเดิม และแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายประจำเรือประมง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนดตามมาตรา ๘๑ (๔) (๒) การแก้ไขรายการในใบอนุญาตตามข้อ ๑๑ (๒) ให้กระทำได้ เมื่อ (ก) กรณีเป็นการปรับปรุงเรือเพื่อให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยในด้านการจัดสวัสดิภาพให้แก่คนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานประมง (ข) เป็นกรณีเรือประมงที่ได้รับใบอนุญาตให้ใช้ทำการประมงจมหรือไฟไหม้อันเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนทะเบียนเรือไทย หรือชำรุดทรุดโทรมจนไม่สามารถทำการประมงได้ตามปกติ ทั้งนี้ กรณีการทดแทนเรือประมงที่ถูกเพิกถอนทะเบียนเรือไทย ให้ยื่นคำขอแก้ไขรายการเรือประมงภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนเรือเพิกถอนทะเบียนเรือไทยนั้น (ค) เรือประมงที่จะนำมาทดแทนต้องเป็นเรือที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทย และต้องมีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๖ (๔) (๕) (๖) และ (๗) และให้แก้ไขห้วงเวลาที่กำหนดให้ทำการประมงได้ให้สอดคล้องกับประสิทธิภาพในการทำการประมงที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ห้ามมิให้แก้ไขปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่อนุญาตให้ทำการประมงตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ทั้งนี้ ประสิทธิภาพในการทำการประมงของเรือตามชนิดของเครื่องมือทำการประมง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด (ง) เจ้าของเรือต้องดำเนินการกับเรือประมงลำเดิมที่ได้รับใบอนุญาตโดยการแยกชิ้นส่วนหรือทำลายเรือ เปลี่ยนประเภทเรือ โอนกรรมสิทธิ์เรือให้กับบุคคลซึ่งไม่ต้องด้วยลักษณะที่จะถือกรรมสิทธิ์เรือไทยตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทย หรือดำเนินการเพื่อให้นายทะเบียนเรือเพิกถอนทะเบียนเรือไทยนั้น ให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขรายการในใบอนุญาต (๓) การแก้ไขรายการในใบอนุญาตตามข้อ ๑๑ (๓) ให้แก้ไขได้ในกรณีที่เป็นการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงประเภท ชนิด ขนาด และจำนวนของเครื่องมือทำการประมง โดยการดำเนินการเช่นว่านี้ต้องคำนึงถึงปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่สามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด (๔) การแก้ไขรายการในใบอนุญาตตามข้อ ๑๑ (๔) ให้แก้ไขได้ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตไม่สามารถทำการประมงในพื้นที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตได้ โดยขนาดของเรือและเครื่องมือทำการประมงที่จะอนุญาตให้มีการเปลี่ยนพื้นที่การทำการประมงต้องไม่มีผลกระทบต่อปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่สามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืนในพื้นที่ที่ผู้ขออนุญาตประสงค์จะไปทำการประมง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด (๕) การแก้ไขรายการในใบอนุญาตตามข้อ ๑๑ (๕) ให้กระทำได้ เมื่อ (ก) แก้ไขห้วงเวลาที่กำหนดให้ทำการประมงได้หรือปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่อนุญาตให้ทำการประมงของใบอนุญาตที่ได้ออกไปแล้วให้สอดคล้องกับการกำหนดปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่สามารถทำการประมงได้ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด (ข) เป็นกรณียกสิทธิทำการประมงไปให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่น ให้ยกสิทธิได้เฉพาะผู้รับใบอนุญาตในชนิดเครื่องมือทำการประมงที่จับสัตว์น้ำในกลุ่มเดียวกันตามที่อธิบดีประกาศกำหนดและพื้นที่ที่ทำการประมงต้องเป็นพื้นที่เดียวกัน และกรณีที่ผู้ยกสิทธิทำการประมงถูกพักใช้ใบอนุญาต ให้หักปริมาณสัตว์น้ำที่มีสิทธิทำการประมงในระหว่างที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตออก โดยให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายพิจารณานำเอาปริมาณสัตว์น้ำที่ได้รับการจัดสรรในเรือประมงของผู้ยกสิทธิมาคำนวณเพื่อกำหนดห้วงเวลาที่กำหนดให้ทำการประมงได้ใหม่ และแก้ไขรายการในใบอนุญาตของผู้ยกสิทธิและผู้รับสิทธิให้สอดคล้องกับห้วงเวลาที่กำหนดให้ทำการประมงได้ใหม่ ทั้งนี้ ให้นำปริมาณสัตว์น้ำที่ได้รับการยกสิทธิมาคำนวณเพื่อกำหนดห้วงเวลาที่กำหนดให้ทำการประมงได้ที่เปลี่ยนแปลงไปของใบอนุญาตที่ขอแก้ไขทุกฉบับ โดยห้วงเวลาที่กำหนดให้ทำการประมงได้ที่เปลี่ยนแปลงไปให้กำหนดไว้ในเงื่อนไขท้ายใบอนุญาต
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 11570/2553
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 4 บัญญัติว่า "วิชาชีพเวชกรรม" หมายความว่า "วิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค..." การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัติดังกล่าว สั่งจ่ายยารักษาให้แก่สายลับหลังจากจำเลยที่ 1 ตรวจและวินิจฉัยโรคให้แก่สายลับแล้ว โดยจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่จัดยาให้ตามใบสั่งแพทย์ของจำเลยที่ 1 และเก็บเงิน ล้วนเป็นการกระทำที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญา