กฎกระทรวงกำหนดค่าทดแทนการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินหรือค่าชดเชยความเสียหายจากการดำเนินการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือระงับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ พ.ศ. 2567
ข้อ 4
ยังไม่ยืนยันสถานะ
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ —
เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
กฎกระทรวงกำหนดค่าทดแทนการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินหรือค่าชดเชยความเสียหายจากการดำเนินการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือระงับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ พ.ศ. 2567 ข้อ 4 ค่าทดแทนการขาดประโยชน์ ให้กำหนดโดยคำนวณจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) กรณีการขาดรายได้ในการประกอบกิจการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายเป็นการชั่วคราว ให้พิจารณากำหนดจากเงินได้สุทธิที่ได้จากการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายที่ดำเนินการในที่ดินตามที่ปรากฏในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลของปีที่ล่วงมาและนำมาคำนวณเป็นรายวัน ตามระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวนั้น ทั้งนี้ ให้จ่ายได้ไม่เกินระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในกรณีที่ไม่อาจคำนวณเงินได้สุทธิตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ ให้จ่ายเป็นเงินเหมาจ่ายจำนวนหนึ่งหมื่นบาท เว้นแต่ระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวนั้นน้อยกว่าสามสิบวัน ให้จ่ายเป็นเงินเหมาจ่ายห้าพันบาท (๒) กรณีการขาดรายได้ในการประกอบกิจการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุต้องเลิกประกอบกิจการ ให้พิจารณากำหนดจากเงินได้สุทธิที่ได้จากการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายที่ดำเนินการในที่ดินตามที่ปรากฏในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลของปีที่ล่วงมาและนำมาคำนวณเป็นรายวัน โดยให้จ่ายเป็นระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ในกรณีที่ไม่อาจคำนวณเงินได้สุทธิตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ ให้จ่ายเป็นเงินเหมาจ่ายจำนวนสองหมื่นบาท (๓) กรณีการขาดรายได้จากการให้เช่าที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างที่อยู่ในที่ดิน ให้พิจารณากำหนดจากอัตราค่าเช่าตามสภาพของที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างนั้น ในท้องตลาดหรือเทียบอัตราค่าใช้จ่ายในการเช่าที่อ้างอิงจากราคากลางที่ทางราชการกำหนดตามที่เป็นอยู่ในวันที่ขาดรายได้ และระยะเวลาในการให้เช่าที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างนั้น การคำนวณค่าทดแทนการขาดประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงการที่ทางราชการได้บรรเทาหรือแก้ไขปัญหาการขาดประโยชน์นั้นโดยวิธีการอื่นไปแล้วด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
พ.ศ. 2558
พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับขณะฟ้อง มาตรา 4 และมาตรา 19 แสดงว่าอธิการบดีซึ่งเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการทั่วไปแทนโจทก์ การฟ้องคดีเป็นสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม และความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลนั้น อธิการบดีผู้แทนของโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสภามหาวิทยาลัย จำเลยยอมรับว่าได้เช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์ จึงไม่มีอำนาจต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าอีก และหากเป็
พ.ศ. 2557
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 32, 107 พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 4 ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ได้ถูกยกเลิกไปตาม พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยอ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว และมิได้อ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 ที่แก้ไขใหม่ แต่คำว่า ขาย ตามมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขใหม่ยังคงหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายและถือเป็นความผิด ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังเป็นความ
พ.ศ. 2557
ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ทั้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างกองน้ำบาดาล ในสังกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีฐานะเป็นกรม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาจะมี พ.ร.ฎ.ให้โอนกองน้ำบาดาลไปสังกัดจำเลยร่วม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะฐานะของกองน้ำบาดาล ความรับ
ค้นต่อ