กฎกระทรวงกำหนดค่าทดแทนการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินหรือค่าชดเชยความเสียหายจากการดำเนินการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือระงับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ พ.ศ. 2567
ข้อ 5
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
กฎกระทรวงกำหนดค่าทดแทนการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินหรือค่าชดเชยความเสียหายจากการดำเนินการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือระงับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ พ.ศ. 2567 ข้อ 5 ค่าชดเชยความเสียหาย ให้กำหนดโดยคำนวณจากความเสียหายที่เกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) กรณีเกิดความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้างในที่ดิน ให้พิจารณากำหนดค่ารื้อถอน หรือค่าขนย้าย โดยให้คำนวณตามราคาที่ตกลงกันตามปกติในท้องตลาด สำหรับค่าวัสดุก่อสร้างที่ต้องจัดหามาทดแทนอันเนื่องมาจากความเสียหายที่เกิดจากการรื้อถอน ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานก่อสร้าง และค่าออกแบบและควบคุมงาน ให้พิจารณากำหนดตามราคาที่เป็นปัจจุบัน โดยให้คำนวณตามวิธีการที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (๒) กรณีเกิดความเสียหายแก่เครื่องจักรหรือส่วนประกอบของเครื่องจักร ให้พิจารณากำหนดค่ารื้อถอน ค่าขนย้าย หรือค่าส่วนประกอบของเครื่องจักรที่ต้องจัดหามาทดแทนอันเนื่องมาจากความเสียหายที่เกิดจากการรื้อถอน โดยให้คำนวณตามราคาที่ตกลงกันตามปกติในท้องตลาด (๓) กรณีเกิดความเสียหายแก่ต้นไม้ยืนต้น ให้พิจารณากำหนดค่ารื้อถอนหรือค่าขนย้าย โดยให้คำนวณตามราคาที่ตกลงกันตามปกติในท้องตลาด แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินราคาต้นไม้ยืนต้นที่ทางราชการประกาศกำหนด (๔) กรณีเกิดความเสียหายอื่น ให้พิจารณากำหนดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินต้องพิสูจน์ได้ว่าตนได้รับความเสียหายจริงและมีพยานหลักฐานที่แสดงถึงความเสียหายนั้น การคำนวณค่าชดเชยความเสียหายตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงการที่ทางราชการได้บรรเทาหรือแก้ไขความเสียหายนั้นโดยวิธีการอื่นไปแล้วด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 7574/2559
จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ การกำหนดคุณสมบัติของพนักงานและเหตุที่พนักงานจะต้องพ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจและพนักงานทุกคนตามวันที่บทกฎหมายดังกล่าวกำหนด กฎหมายดังกล่าวมิใช่เป็นบทกฎหมายกำหนดความผิดที่มีโทษในทางอาญาที่จะต้องใช้ขณะกระทำความผิดและต้องห้ามมิให้ใช้บังคับย้อนหลังไปก่อนการกระทำควา