ทนอย.Thanoy · iApp
กฎกระทรวงกำหนดประเภท ชนิด และขนาดของโรงงาน พ.ศ. 2563

ข้อ 4

ยังไม่ยืนยันสถานะ
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
กฎกระทรวงกำหนดประเภท ชนิด และขนาดของโรงงาน พ.ศ. 2563 ข้อ 4 โรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับและโดยผลของกฎกระทรวงนี้ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงจากโรงงานจำพวกที่ ๓ เป็นโรงงานจำพวกที่ ๒ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องแจ้งเริ่มประกอบกิจการโรงงานตามมาตรา ๑๑ และ ให้ถือว่าใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานดังกล่าวเป็นใบรับแจ้งตามมาตรา ๑๑ ทั้งนี้ นับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับให้ไว้ ณ วันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการกำหนดประเภท ชนิด และขนาดของโรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การควบคุมการประกอบกิจการโรงงาน ซึ่งบทนิยามคำว่า "โรงงาน" ในมาตรา ๕ และมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดให้โรงงานตามประเภท ชนิด หรือขนาดใดเป็นโรงงานจำพวกที่ ๑ โรงงานจำพวกที่ ๒ หรือโรงงานจำพวกที่ ๓ แล้วแต่กรณี โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการควบคุมดูแล การป้องกันเหตุเดือดร้อนรำคาญการป้องกันความเสียหาย และการป้องกันอันตรายตามระดับความรุนแรงของผลกระทบที่จะมีต่อประชาชนหรือสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้มาตรา ฉบับที่ 2 กฎกระทรวงกำหนดประเภท ชนิด และขนาดของโรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันการประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ สารเคมี หรือวัสดุเคมี ซึ่งมิใช่ปุ๋ยเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตสินค้า ดังนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดประเภทหรือชนิดของการประกอบกิจการโรงงานดังกล่าว รวมทั้งเพื่อเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล สมควรปรับปรุงประเภทหรือชนิดของโรงงานดังกล่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยรวมมากยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้มาตรา ฉบับที่ 3 กฎกระทรวงกำหนดประเภท ชนิด และขนาดของโรงงาน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๗หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตแผงพลังงานแสงอาทิตย์และการรีไซเคิลมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นและการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นการผลิตที่เป็นพลังงานสะอาดซึ่งมีการกำกับดูแลโดยหน่วยงานอื่นของรัฐอยู่แล้วตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนใช้พลังงานสะอาดโดยการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้น ลดต้นทุนในการประกอบกิจการรวมทั้งลดภาระและอุปสรรคในการต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ อีกทั้งเพื่อให้ภาครัฐสามารถบรรลุนโยบายด้านพลังงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)และตามความตกลงระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยมีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สมควรยกเลิกประเภทหรือชนิดของโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ดาดฟ้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดบนอาคารดังกล่าวออกจากการเป็นโรงงาน จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้

ฎีกาที่ 1323/2558

พ.ศ. 2558

พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับขณะฟ้อง มาตรา 4 และมาตรา 19 แสดงว่าอธิการบดีซึ่งเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการทั่วไปแทนโจทก์ การฟ้องคดีเป็นสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม และความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลนั้น อธิการบดีผู้แทนของโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสภามหาวิทยาลัย จำเลยยอมรับว่าได้เช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์ จึงไม่มีอำนาจต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าอีก และหากเป็

ฎีกาที่ 6858/2557

พ.ศ. 2557

โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 32, 107 พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 4 ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ได้ถูกยกเลิกไปตาม พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยอ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว และมิได้อ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 ที่แก้ไขใหม่ แต่คำว่า ขาย ตามมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขใหม่ยังคงหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายและถือเป็นความผิด ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังเป็นความ

ฎีกาที่ 17950/2557

พ.ศ. 2557

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ทั้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างกองน้ำบาดาล ในสังกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีฐานะเป็นกรม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาจะมี พ.ร.ฎ.ให้โอนกองน้ำบาดาลไปสังกัดจำเลยร่วม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะฐานะของกองน้ำบาดาล ความรับ

ค้นต่อ

กฎกระทรวงกำหนดประเภท ชนิด และขนาดของโรงงาน พ.ศ. 2563 ข้อ 4 · ทนอย Thanoy