กฎกระทรวงกำหนดให้พื้นที่ตำบลพระธาตุผาแดง ตำบลแม่ตาว และตำบลแม่กุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2565
ข้อ 4
ยังไม่ยืนยันสถานะ
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ —
เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
กฎกระทรวงกำหนดให้พื้นที่ตำบลพระธาตุผาแดง ตำบลแม่ตาว และตำบลแม่กุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2565 ข้อ 4 ให้จำแนกพื้นที่ตามข้อ ๓ เป็น ๓ บริเวณ ตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงนี้ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ บริเวณที่ ๑ ได้แก่ พื้นที่ศักยภาพแร่ตะกั่ว - สังกะสี ซึ่งเป็นพื้นที่ห้ามทำเหมืองแร่ เนื่องจากเป็นแหล่งกำเนิดสารแคดเมียม โดยเริ่มต้นจากจุดที่ ๑ ณ จุดพิกัดยูทีเอ็ม WGS ๘๔ ที่พิกัด X ๔๖๖๔๕๖ Y ๑๘๓๙๗๔๕ ไปตามแนวเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลพระธาตุผาแดงกับตำบลพะวอ จนบรรจบกับจุดที่ ๒ ที่พิกัด X ๔๖๕๔๗๘ Y ๑๘๔๒๒๕๔ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จนบรรจบกับจุดที่ ๓ ที่พิกัด X ๔๖๔๖๓๐ Y ๑๘๔๒๙๕๐ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จนบรรจบกับจุดที่ ๔ ที่พิกัด X ๔๖๓๙๘๕ Y ๑๘๔๓๓๐๙ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จนบรรจบกับจุดที่ ๕ ที่พิกัด X ๔๖๓๑๒๑ Y ๑๘๔๓๕๘๐ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จนบรรจบกับจุดที่ ๖ ที่พิกัด X ๔๖๒๗๓๗ Y ๑๘๔๓๙๘๑ ไปทางทิศตะวันตก จนบรรจบกับจุดที่ ๗ ที่พิกัด X ๔๖๒๔๖๑ Y ๑๘๔๓๙๘๓ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จนบรรจบกับจุดที่ ๘ ที่พิกัด X ๔๖๑๔๔๐ Y ๑๘๔๓๘๐๐ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จนบรรจบกับจุดที่ ๙ ที่พิกัด X ๔๖๑๑๑๒ Y ๑๘๔๓๓๓๖ ไปทางทิศใต้ จนบรรจบกับจุดที่ ๑๐ ที่พิกัด X ๔๖๑๒๐๗ Y ๑๘๔๓๐๑๑ ไปทางทิศใต้ตามแนวเขตบริเวณที่ ๒ จนบรรจบกับจุดที่ ๑๑ ที่พิกัด X ๔๖๑๒๒๐ Y ๑๘๔๒๗๙๘ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จนบรรจบกับจุดที่ ๑๒ ที่พิกัด X ๔๖๑๔๐๔ Y ๑๘๔๒๔๕๙ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จนบรรจบกับจุดที่ ๑๓ ที่พิกัด X ๔๖๒๐๔๖ Y ๑๘๔๑๙๖๔ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จนบรรจบกับจุดที่ ๑๔ ที่พิกัด X ๔๖๓๙๓๙ Y ๑๘๔๐๙๔๐ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จนบรรจบกับจุดที่ ๑๕ ที่พิกัด X ๔๖๔๕๖๑ Y ๑๘๔๐๗๗๖ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จนบรรจบกับจุดที่ ๑๖ ที่พิกัด X ๔๖๕๑๓๐ Y ๑๘๔๐๙๑๙ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จนบรรจบกับจุดที่ ๑๗ ที่พิกัด X ๔๖๖๐๖๕ Y ๑๘๓๙๘๓๕ ไปทางทิศตะวันออก จนบรรจบกับจุดเริ่มต้น บริเวณที่ ๒ ได้แก่ พื้นที่กระจายตัวของสารแคดเมียม โดยมีแนวเขตดังต่อไปนี้ (๑) ฟากตะวันตกของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๙๐ เริ่มต้นจากจุดที่ ๑ สะพานห้วยแม่ตาว บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๙๐ ฟากตะวันออก ณ จุดพิกัดยูทีเอ็ม WGS ๘๔ ที่พิกัด X ๔๕๗๐๙๐ Y ๑๘๔๓๑๘๒ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตามลำห้วยแม่ตาว ผ่านลำเหมืองกลาง จนบรรจบกับจุดที่ ๒ ที่พิกัด X ๔๕๖๘๘๖ Y ๑๘๔๓๔๒๙ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านสะพานลุงเส็ง จนบรรจบกับจุดที่ ๓ ที่พิกัด X ๔๕๒๒๗๕ Y ๑๘๔๕๓๓๔ ไปตามถนนกรมพัฒนาที่ดิน ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จนบรรจบกับจุดที่ ๔ ที่พิกัด X ๔๕๒๘๕๒ Y ๑๘๔๔๓๐๒ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามลำเหมืองแพะ จนบรรจบกับจุดที่ ๕ ที่พิกัด X ๔๕๒๗๑๔ Y ๑๘๔๔๐๑๒ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามถนนสาธารณะไม่ปรากฏชื่อ จนบรรจบกับจุดที่ ๖ ที่พิกัด X ๔๕๒๕๒๔ Y ๑๘๔๓๘๖๕ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามลำห้วยม่วง จนบรรจบกับจุดที่ ๗ ที่พิกัด X ๔๕๖๗๓๙ Y ๑๘๔๒๑๒๕ ไปตามถนนสาธารณะไม่ปรากฏชื่อ จนบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๙๐ ฟากตะวันตก ที่กิโลเมตรที่ ๗ และไปทางทิศเหนือ จนบรรจบกับจุดเริ่มต้น (๒) ฟากตะวันออกของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๙๐ เริ่มต้นจากจุดที่ ๑ บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๙๐ ณ จุดพิกัดยูทีเอ็ม WGS ๘๔ ที่พิกัด X ๔๕๗๓๐๐ Y ๑๘๔๕๖๓๔ ไปทางทิศตะวันออกตามแนวถนน คสล. บ้านค้างภิบาล - บ้านพะเด๊ะ จนบรรจบกับจุดที่ ๒ ที่พิกัด X ๔๕๙๗๖๖ Y ๑๘๔๕๖๘๗ ไปตามถนนสาธารณะไม่ปรากฏชื่อ เข้าบ้านพะเด๊ะ จนบรรจบกับจุดที่ ๓ ที่พิกัด X ๔๖๐๐๔๕ Y ๑๘๔๓๘๔๙ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามห้วยต้นผึ้ง จนบรรจบกับจุดที่ ๔ ที่พิกัด X ๔๖๐๙๖๗ Y ๑๘๔๒๙๒๗ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำห้วยแม่ตาว จนบรรจบกับจุดที่ ๕ ที่พิกัด X ๔๖๑๒๑๒ Y ๑๘๔๓๐๒๐ ไปทางทิศใต้ จนบรรจบกับจุดที่ ๖ ที่พิกัด X ๔๖๑๓๔๙ Y ๑๘๔๐๕๕๐ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามห้วยหนองเขียว จนบรรจบกับจุดที่ ๗ ที่พิกัด X ๔๕๙๕๕๖ Y ๑๘๓๙๕๐๙ ที่ห้วยหลวง ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามลำห้วยหลวง จนบรรจบกับถนนสาธารณะไม่ปรากฏชื่อ ที่จุดที่ ๘ ที่พิกัด X ๔๕๘๕๑๗ Y ๑๘๓๘๙๗๖ ไปทางทิศเหนือตามถนนชุมชนศรีวิชัย จนบรรจบกับจุดที่ ๙ ที่พิกัด X ๔๕๘๖๘๖ Y ๑๘๔๑๙๓๑ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือตามถนนสาธารณะไม่ปรากฏชื่อ ไปบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๙๐ และไปทางทิศเหนือ จนบรรจบกับจุดเริ่มต้น บริเวณที่ ๓ ได้แก่ พื้นที่นอกจากบริเวณที่ ๑ และบริเวณที่ ๒
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
พ.ศ. 2558
พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับขณะฟ้อง มาตรา 4 และมาตรา 19 แสดงว่าอธิการบดีซึ่งเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการทั่วไปแทนโจทก์ การฟ้องคดีเป็นสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม และความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลนั้น อธิการบดีผู้แทนของโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสภามหาวิทยาลัย จำเลยยอมรับว่าได้เช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์ จึงไม่มีอำนาจต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าอีก และหากเป็
พ.ศ. 2557
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 32, 107 พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 4 ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ได้ถูกยกเลิกไปตาม พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยอ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว และมิได้อ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 ที่แก้ไขใหม่ แต่คำว่า ขาย ตามมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขใหม่ยังคงหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายและถือเป็นความผิด ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังเป็นความ
พ.ศ. 2557
ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ทั้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างกองน้ำบาดาล ในสังกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีฐานะเป็นกรม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาจะมี พ.ร.ฎ.ให้โอนกองน้ำบาดาลไปสังกัดจำเลยร่วม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะฐานะของกองน้ำบาดาล ความรับ
ค้นต่อ