กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์การให้อนุปริญญาของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546
ข้อ 2
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์การให้อนุปริญญาของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ข้อ 2 ผู้ที่สอบไล่ได้ครบทุกลักษณะวิชาตามหลักสูตรปริญญาตรี และได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรต่ำกว่าเกณฑ์การสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งจุดห้าจากระบบสี่แต้มระดับคะแนน ให้ได้รับอนุปริญญา ระบบสี่แต้มระดับคะแนน หมายถึง ระบบการให้คะแนนตามระบบหน่วยกิต โดยให้การประเมินผลการสอบของผู้สอบไล่ในแต่ละลักษณะวิชากำหนดเป็นตัวอักษรระดับคะแนน และให้อักษรระดับคะแนนแต่ละตัวในแต่ละลักษณะวิชามีแต้มระดับคะแนนประจำกำกับไว้ตามลำดับ ต่ำสุดคือศูนย์ สูงสุดคือสี่ การคิดแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร ให้คำนวณโดยการนำแต้มประจำอักษรระดับคะแนนที่สอบผ่านครั้งสุดท้ายของแต่ละรายวิชาจากการประเมินผลการสอบของผู้สอบไล่คูณกับจำนวนหน่วยกิตของลักษณะวิชาที่ทำแต้มระดับคะแนนนั้นได้ แล้วนำผลคูณของทุกลักษณะวิชามารวมกันและนำไปหารด้วยผลรวมของจำนวนหน่วยกิตของทุกลักษณะวิชาตลอดหลักสูตร ผลลัพธ์ที่ได้คือแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรของผู้ที่สอบไล่นั้นให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ปองพล อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือเนื่องจากการกำหนดระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมของนักศึกษาผู้ที่จะได้รับอนุปริญญาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไว้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งจุดห้าของการคิดค่าระดับคะแนนในระบบสี่แต้มซึ่งคำนวณโดยการนำแต้มระดับคะแนนประจำตัวอักษรในระบบดังกล่าวจากผลการสอบของผู้สอบไล่ทุกตัวอักษรรวมทั้งแต้มระดับคะแนนประจำตัวอักษรที่ต่ำสุดคือศูนย์มาคิดคำนวณด้วยนั้น เป็นการไม่ส่งเสริมให้นักศึกษามีการพัฒนาตนเองและไม่สอดคล้องกับหลักการในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่กำหนดให้กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ โดยให้ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณคะแนนเฉลี่ยของนักศึกษาเสียใหม่ให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 898/2520
ผู้แทนโจทก์สั่งให้ลูกจ้างไปซ่อมรถบดถนนที่เสีย ลูกจ้างได้เดินทางไปทันทีและโดยดี แต่รถยนต์ที่ใช้เดินทางไปเกิดเสีย ลูกจ้างช่วยแก้ไขอยู่จนกระทั่งเวลา 16 น. เศษ จึงใช้การได้ ที่ลูกจ้างไม่เดินทางต่อไปเพื่อซ่อมรถบดถนนก็เพราะเห็นว่าจวนจะหมดเวลาทำงานตามปกติ (17 น.) แล้ว ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างขัดคำสั่งโจทก์ โจทก์ให้ลูกจ้างออกจากงาน (เมื่อ พ.ศ. 2513) จึงต้องจ่ายเงินชดเชยแก่ลูกจ้าง ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องกำหนดเวลาทำงานฯ ซึ่งกำหนดว่าถ้านายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดตามประเพณีนิยม หรือในวันหยุดงานพักผ