กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2556
ข้อ 19
ยังไม่ยืนยันสถานะ
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ —
เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2556 ข้อ 19 กองกฎหมายสวัสดิการสังคม รับผิดชอบงานกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน การจัดสวัสดิการให้แก่ผู้ด้อยโอกาส การคุ้มครองสังคม และการสาธารณสุข โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) จัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายในความรับผิดชอบ (๒) ให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายในความรับผิดชอบ (๓) จัดทำคำอธิบายหลักการ ที่มาของร่างกฎหมาย ข้อมูลทางวิชาการ ผลสรุปการวิเคราะห์หรือวิจัยทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผลการรับฟังความคิดเห็น กลไกการใช้บังคับ และคำอธิบายร่างกฎหมายรายมาตรา เพื่อประกอบการจัดทำบันทึกเจตนารมณ์กฎหมายตามมาตรฐานที่สำนักงานกำหนด (๔) วิเคราะห์ความเห็นทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือองค์กรที่มีอำนาจตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายในความรับผิดชอบ และจัดทำเป็นข้อมูลหลักกฎหมายเพื่อใช้อ้างอิงเป็นบรรทัดฐานการตีความกฎหมาย (๕) สนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ตามที่ได้รับมอบหมาย รวมทั้งให้คำปรึกษาและปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานอื่นของรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายในความรับผิดชอบ (๖) สนับสนุนการปฏิบัติงานของรัฐสภาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายในความรับผิดชอบ (๗) รับผิดชอบปฏิบัติงานเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกฤษฎีกา (๘) ติดตาม รวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ และวิจัยในทางวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายในความรับผิดชอบ เพื่อเสนอแนะให้มีการตรา ปรับปรุง หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย (๙) ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
พ.ศ. 2558
พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับขณะฟ้อง มาตรา 4 และมาตรา 19 แสดงว่าอธิการบดีซึ่งเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการทั่วไปแทนโจทก์ การฟ้องคดีเป็นสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม และความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลนั้น อธิการบดีผู้แทนของโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสภามหาวิทยาลัย จำเลยยอมรับว่าได้เช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์ จึงไม่มีอำนาจต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าอีก และหากเป็
พ.ศ. 2558
การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของ
ค้นต่อ