ทนาย Thanoy · iApp
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 33

ชุดหลัก
คดีอาญาเรื่องเดียวกันซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างได้ยื่นฟ้องในศาลชั้นต้นศาลเดียวกันหรือต่างศาลกัน ศาลนั้น ๆ มีอำนาจสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน เมื่อศาลเห็นชอบโดยพลการหรือโดยโจทก์ยื่นคำร้องในระยะใดก่อนมีคำพิพากษา แต่ทว่าจะมีคำสั่งเช่นนั้นไม่ได้ นอกจากจะได้รับความยินยอมของศาลอื่นนั้นก่อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้

ฎีกาที่ 21329/2556

พ.ศ. 2556

การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งก่อน แล้วต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในภายหลัง เมื่อไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการมิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยไว้แล้ว และบทบัญญัติมาตรา 33 แห่ง ป.วิ.อ. ก็ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันไว้ แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและพนักงานอัยการต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลย แต่การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจท

ฎีกาที่ 1327/2533

พ.ศ. 2533

การที่จำเลยนำรถยนต์บรรทุกของกลาง ซึ่ง มีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่ทางราชการกำหนดถึง 5,800 กิโลกรัม มาเดิน บนทางหลวงแผ่นดิน นอกจากจะทำความเสียหายแก่ทางสัญจรไปมาของประชาชน ทำให้ต้อง สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินในการบูรณะซ่อมแซม อันมีผลเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติโดย ส่วนรวมแล้วก็ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อ ผู้ขับขี่ยานพาหนะอื่นอีกด้วย ทั้งจำเลยกระทำความผิดเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึง ความสูญเสียที่จะเกิดตาม มา จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้จำเลย และไม่มีเหตุที่จะไม่ริบรถยนต์บรรทุกของกล

ฎีกาที่ 150/2528

พ.ศ. 2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 150/2528หลักกฎหมาย: โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อ พระราชบัญญัติป่าไม้ต่อสู้ขัดขวางและพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ในความผิดต่อ พระราชบัญญัติป่าไม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษา ลงโทษจำเลย และริบรถยนต์ของกลาง จำเลยมิได้อุทธรณ์ขอให้ริบของกลาง ดังนั้น คดีเฉพาะกระทงความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นไม่ริบรถยนต์ของกลางโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดกฎหมายหลายกรรม คือจำเลยทั้งสองได้ร่วมกับเก็

ฎีกาที่ 1025/2513

พ.ศ. 2513

อัยการฟ้อง ร. กับ ส. เป็นจำเลย หาว่าทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน และ ส. ฟ้อง ร. เป็นอีกสำนวนหนึ่งว่าทำร้ายร่างกายตน ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณาพิพากษา แล้วพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับ ร. แต่โทษจำคุกให้รอไว้ ส่วน ส. นั้นก็ให้ลงโทษปรับ กับยกฟ้องคดีที่ ส. เป็นโจทก์ ส.แต่ผู้เดียวอุทธรณ์ทั้ง 2 สำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคดีที่ ส. เป็นโจทก์เหมือนกัน แต่ให้แก้โทษของ ร. เป็นไม่รอการลงโทษจำคุก ดังนี้ หาชอบไม่ เพราะคดีเฉพาะตัว ร. จำเลยในสำนวนที่อัยการเป็นโจทก์นั้นถึงที่สุดแล้วคดีหมายเลขดำที่ ๔๓๔/๒๕๑๐ (ของศาลช

ค้นต่อ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 33 · Thanoy