มาตรา 41
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 2615/2552
สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ที่ตกลงว่าหากผู้เช่าจะให้เช่าช่วงต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า ไม่ใช่สาระสำคัญที่คู่สัญญาจำต้องปฏิบัติ การที่บริษัท จ. ผู้เช่าเข้าใจโดยสุจริตว่าสามารถนำอาคารพาณิชย์ที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า ประกอบกับการเช่าทรัพย์สินผู้ให้เช่าไม่จำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่า การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท จ. และเป็นผู้ค้ำประกันสัญญาเช่านำอาคารพาณิชย์ไปให้โจทก์ร่วมเช่าและได้เงินต่างๆ ไปจากโจทก์ร่วม จึงเป็น
ฎีกาที่ 6252/2544
คดีก่อน
ฎีกาที่ 925/2508
การที่ผู้ร้องสอด ร้องสอดเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) (2) นั้น มิได้หมายความว่า ศาลต้องอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้ทุกกรณีไป ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาว่ามีเหตุสมควรอนุญาตหรือไม่ แล้วแต่คำร้องนั้นมีเหตุสมควรเพียงใด.
ฎีกาที่ 1744/2499
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1744/2499หลักกฎหมาย: โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักโคเป็นและขอให้ใช้ราคาได้ความว่าจำเลยลักโคที่ตายแล้ว ราคาโคจึงยังไม่แน่นอน ศาลย่อมให้เจ้าทรัพย์ไปฟ้อง เรียกราคาโคตายเป็นคดีขึ้นใหม่ต่างหากจากคดีอาญา ที่ได้พิจารณาพิพากษาแล้วได้โจทก์ฟ้องว่าจำเลย สมคบกันลักโคไป ๑ ตัว ราคา ๘๐๐ บาท ขอให้ลงโทษและขอให้ชำระราคาโค จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสงสัยว่าจำเลยลักโคที่ตายแล้ว พิพากษาว่าจำเลยผิด ก.ม.อาญา ม.๒๙๓ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสาม และให้จำเลยร่วมกันใช้ราคาโค ๘๐๐ บาท แก่เจ้าทรัพย์ จำเลยอุทธรณ์ ศาล
ฎีกาที่ 888/2490
ในคดีฉ้อโกงทรัพย์ซึ่งมีอัตราโทษอยู่ในอำนาจศาลแขวงนั้นแม้โจทก์จะขอให้ใช้ทรัพย์ที่ฉ้อโกงเป็นราคามากมายเท่าใด ศาลแขวงก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์แยกฟ้องคดีส่วนแพ่งจากคดีส่วนอาญาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 41 นั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม มาตรา 196