มาตรา 45
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 113/2488
ซื้อกะทะไว้จากผู้เก็บตกได้โดยเปิดเผย และโดยสุจริต ไม่รู้ว่า เปนของได้มาโดยผิดกฎหมาย ไม่มีผิดฐานรับของโจร.ได้ความว่ามีผู้ลักกะทะของเจ้าทรัพย์ไปวางทิ้งไว้ข้างทาง จำเลยที่ ๑ พบ เก็บมาขายให้จำเลยที่ ๒ โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ ๒ ฐานรับของโจร ศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ลงโทษจำเลยที่ ๒ โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ลักทรัพย์รายนี้ ผู้ซื้อจึงเรียกไม่ได้ว่าซื้อจากผู้ลักมาข้อเท็จจริงจึงต่างกับฟ้องของโจทก์ ตามประมวลวิธีพิจารณาอาญา มาตรา ๑๔๒ วรรค
ฎีกาที่ 147/2483
จำเลยถูกผู้ตายแทงที่แขนและปากแล้วต่างก็แยกทางก็น ภายหลังจำเลยส่องกระจกเห็นปากของตนแหว่งจึงถือดาบไล่ฟันผู้ตาย ดังนี้ จำเลยย่อมไม่ได้รับการลดโทษฐานยั่วโทษะตามมาตรา 54 เพราะการถูกทำร้ายในครั้งแรกได้++++มาแล้วได้กล่าวว่า จำเลยพูดว่าผู้ตายยักยอกสตางค์ของจำเลยซึ่งทำตกไว้ ผู้ตายก็แทง จำเลยมีบาดแผลที่แขนและที่ปาก แล้วจำเลยกับผู้ตายก็แยกทางกันโดยจำเลยกลับบ้านของจำเลย แล้วผู้ตายได้มาที่เรือนจำเลยเรียกจำเลยให้ลงไปหา ขณะนั้นจำเลยส่องกระจดดูเห็นปากของตนแหว่งจึงฉวยลงจากเรือนไล่ผู้ตาย ๆ วิ่งหนี จำเลยไล่ตามทันก
ฎีกาที่ 673/2483
เมื่อจำเลยขาดต่ออายุใบอนุญาตทนายความแล้วยังไปแต่งฟ้องและจดข้อความในฟ้องว่าเป็นทนายความดังนี้เป็นผิดฐานแจ้งความเท็จ +กระทำความผิดแล้วจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ได้ความว่า จำเลยเคยได้รับอนุญาตให้เป็นทนายความชั้นที่ ๒ แต่ความเป็นทนายของจำเลยได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๘๒ โดย จำเลยไม่ต่ออายุใบอนุญาตจำเลยจึงขาดจากทะเบียนทนายความเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๔๘๓ จำเลยได้นำฟ้องคดีอาญาไปยื่นต่อศาลแขวงพระนครใต้ในท้ายฟ้องนั้นจำเลยกล่าวข้อความว่า " คำฟ้องฉะบับนี้ข้าพเจ้านายนิ่ม ศรอุทัยทนายความเป็นผู้เรีย