มาตรา 1605
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 2630/2567
พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนายักย้ายปิดบังที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 200 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเฉพาะในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 21914 เนื้อที่ 200 ตารางวา ที่จำเลยที่ 1 ยักย้ายปิดบังไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง เมื่อที่ดินทั้งหมดมี 2 ไร่ 63 ตารางวา แม้การถูกกำจัดมิให้รับมรดกจะถือว่าผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกมิใช่ทายาทอันจะยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ก็ตาม แต่
ฎีกาที่ 3886/2566
แม้ตามคำฟ้องของ
ฎีกาที่ 581/2565
การที่จะพิจารณาได้ว่าทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกถึงขนาดถูกกำจัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป นอกจากพิจารณาถึงการกระทำของผู้กระทำแล้ว ยังต้องคำนึงเจตนาของผู้กระทำและผลของการกระทำนั้นเป็นสำคัญด้วยว่า มีเจตนาทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทคนอื่นด้วยหรือไม่ เมื่อเจ้ามรดกมรณภาพ ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่
ฎีกาที่ 4765/2565
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2565หลักกฎหมาย: โจทก์ทั้งสี่บรรยายคําฟ้องและมีคําขอมาในฟ้องให้กําจัดจำเลยมิให้รับมรดกของ ว. เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทน ว. เมื่อ ว. ถึงแก่ความตายที่ดินจึงตกเป็นทรัพย์มรดก โจทก์ทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดก ว. แจ้งให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินและให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากจำเลยเป็นโจทก์ทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดก แต่จำเลยไม่ดำเนินการ กลับนําที่ดินมรดกไปทำสัญญาจะซื้อจะขายกับบุคคลภายนอกแล้วรับเงินมัดจำไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นการย
ฎีกาที่ 430/2562
จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โดยมีบุตรด้วยกัน 7 คน รวมทั้งโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 การที่โจทก์ได้รับเงิน 6,000,000 บาท จากผู้ตายโดยเสน่หาในระหว่างเวลาที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ หาทำให้สิทธิในการแบ่งปันทรัพย์มรดกของโจทก์ต้องเสื่อมเสียไปไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1747 และแม้จะมีข้อตกลงในการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว แต่เมื่อไม่ได้ทำสัญญาโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมิอาจบังคับได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคสอง กรณีจึงเป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายแก่ทายาทโดยธรร