พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. 2538
มาตรา 40
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. 2538 มาตรา 40 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ บัญญัติว่า ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการครูผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยหรือข้าราชการครูในสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการทหาร และข้าราชการตำรวจประเภทใด ตำแหน่งใด จะได้รับเงินประจำตำแหน่งท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวในอัตราใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา สมควรกำหนดประเภทตำแหน่งและการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้มาตรา ฉบับที่ 2 พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๘ มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นต้นไปหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดตำแหน่งข้าราชการที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้มาตรา ฉบับที่ 3 พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นต้นไปหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการ และผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ได้กำหนดตำแหน่งข้าราชการทหารซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงและประเภทบริหารระดับกลางไว้โดยการกำหนดตำแหน่งดังกล่าวได้ยึดถือตามคุณลักษณะของตำแหน่งซึ่งยังไม่สอดคล้องกับข้าราชการประเภทอื่นที่กำหนดตำแหน่งโดยยึดถือฐานะและหน้าที่ในการบริหารงานสมควรแก้ไขเพิ่มเติมการกำหนดตำแหน่งข้าราชการทหาร ซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงและประเภทบริหารระดับกลางให้สอดคล้องกับข้าราชการประเภทอื่น นอกจากนี้ สมควรกำหนดให้การกำหนดตำแหน่ง และจำนวนตำแหน่งข้าราชการทหารที่จะให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้นจากตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งที่มีอยู่แล้วต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติก่อนเช่นเดียวกับข้าราชการประเภทอื่น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้มาตรา ฉบับที่ 4 พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นต้นไปหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำกระทรวงเป็นตำแหน่งที่เคยได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ว่าด้วยการรับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะและตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงหรือบริหารระดับกลาง อยู่แล้วก่อนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๗ สมควรกำหนดให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งตามเดิม จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้มาตรา ฉบับที่ 5 พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นต้นไปหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ กำหนดให้ตำแหน่งอธิการและรองอธิการในวิทยาลัยครูเป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งแต่ปัจจุบันวิทยาลัยครูได้เปลี่ยนเป็นสถาบันราชภัฏและตำแหน่งอธิการและรองอธิการในวิทยาลัยครูได้เปลี่ยนเป็นตำแหน่งอธิการบดีและรองอธิการบดีในสถาบันราชภัฏแล้ว สมควรแก้ไขตำแหน่งอธิการและรองอธิการในวิทยาลัยครู เป็นตำแหน่งอธิการบดีและรองอธิการบดีในสถาบันราชภัฏให้สอดคล้องกันประกอบกับตำแหน่งอธิการและรองอธิการในสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันการศึกษาที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑จึงสมควรกำหนดให้ตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งผู้บริหารในวิทยาลัยครูตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้มาตรา ฉบับที่ 6 พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นไปหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้ในกระทรวงจะตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งส่วนราชการเพื่อรับผิดชอบภาระหน้าที่ใดโดยเฉพาะซึ่งไม่มีฐานะเป็นกรมแต่มีผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการดังกล่าวเป็นอธิบดีหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นอธิบดีก็ได้ ซึ่งตำแหน่งผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการดังกล่าวจะไม่มีสิทธิรับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นเดียวกับตำแหน่งอธิบดีเนื่องจากตามพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ มิได้กำหนดตำแหน่งดังกล่าวให้เป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง สมควรกำหนดให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งนักบริหารระดับสูงจึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้มาตรา ฉบับที่ 7 พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจาก ก.ค. ได้กำหนดให้ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖เป็นตำแหน่งข้าราชการครูตามมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง (ค) (๒๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ สมควรกำหนดให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้มาตรา ฉบับที่ 8 พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการปรับปรุงระบบบริหารราชการเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศและการให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ มีการปรับโครงสร้างส่วนราชการให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดตามภารกิจที่ปรับปรุงใหม่และกำหนดอัตรากำลังภายใต้จำนวนที่มีอยู่เดิมทำให้ส่วนราชการมีภาระงานที่เพิ่มมากขึ้นภายใต้ข้อจำกัดของการจัดโครงสร้างและการกำหนดอัตรากำลังของส่วนราชการ จำเป็นต้องมีการมอบหมายงานเพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดขั้นตอนการทำงานจึงสมควรกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งซึ่งได้รับคำสั่งหรือมอบหมายให้ไปปฏิบัติราชการในลักษณะงานเดียวกับหน้าที่หลักของตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในหน่วยงานอื่นทั้งในส่วนราชการเดียวกันและต่างส่วนราชการ โดยไม่มีตำแหน่งประเภทเดียวกันรองรับ หรือได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่หรือรักษาราชการแทน หรือรักษาการในตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งต่างประเภทกัน มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราของตำแหน่งเดิมต่อไปรวมทั้งกำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติสามารถมอบอำนาจในการให้ความเห็นชอบการกำหนดตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งที่จะให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งให้แก่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลหรือส่วนราชการดำเนินการแทนได้ นอกจากนี้การกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจซึ่งมีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งยังมีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับข้าราชการประเภทอื่น สมควรกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจซึ่งมีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะและประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้มาตรา ฉบับที่ 9 พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๔๙ มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๕ ในมาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ และมาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๘ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้แก้ไขคำว่า "ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย" เป็น "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" มาตรา ๖ ในมาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ และมาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๘ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้แก้ไขคำว่า "ผู้บริหารในมหาวิทยาลัย" เป็น "ผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษา" มาตรา ๗ ในมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ ให้แก้ไขคำว่า "ก.ม." เป็น "ก.พ.อ."หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้ตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งผู้บริหารในวิทยาลัยครูหรือตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ แต่ปัจจุบันได้มีกฎหมายจัดตั้งสถาบันการศึกษาดังกล่าวเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลซึ่งมีฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงทำให้ข้าราชการในสังกัดเปลี่ยนฐานะเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัยดังกล่าวเปลี่ยนเป็นตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษาที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัย ตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัยของรัฐท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ ด้วยประกอบกับตำแหน่งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการในวิทยาลัยชุมชน เป็นตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมการได้รับเงินประจำตำแหน่งของผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพการณ์รวมทั้งสมควรกำหนดให้ตำแหน่งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการในวิทยาลัยชุมชนได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งผู้บริหารในวิทยาลัยครู และสมควรแก้ไขคำว่า "ผู้บริหารในมหาวิทยาลัย" "ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย" และ "ก.ม." เป็น "ผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษา""ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" และ "ก.พ.อ." เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้มาตรา ฉบับที่ 10 พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ พิจารณาภาพรวมเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งที่จะให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการประเภทต่าง ๆซึ่งคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติได้พิจารณาแล้วเห็นชอบให้ตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะในสายงานต่าง ๆ ของข้าราชการพลเรือนที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนขอกำหนดเพิ่มเติมรวม ๒๙ ด้าน ตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะการเดินเรือของข้าราชการทหารที่คณะกรรมการข้าราชการทหารขอกำหนดเพิ่มเติมและตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะจิตวิทยาคลินิกและวิชาชีพเฉพาะการเดินเรือ รวมทั้งตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่าง ๆ ของข้าราชการตำรวจที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจขอกำหนดเพิ่มเติมรวม ๖ ด้าน เป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะหรือประเภทวิชาชีพเฉพาะ แล้วแต่กรณีได้จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้