ทนาย Thanoy · iApp
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502

มาตรา 3

ยังไม่ยืนยันสถานะ
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502 มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นหมวด ๕ การควบกิจการหรือโอนกิจการ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒ "หมวด ๕ การควบกิจการหรือโอนกิจการ มาตรา ๒๖ ในหมวดนี้ "ธนาคารพาณิชย์" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ "สถาบันการเงิน" หมายความว่า สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ มาตรา ๒๗ บรรษัทอาจควบกิจการกับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน หรือโอนกิจการของบรรษัททั้งหมดให้แก่ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินได้ โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน เพื่อประโยชน์ในการควบกิจการหรือโอนกิจการ บรรษัทอาจลดทุนได้โดยมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง และมิให้นำความในวรรคสองของมาตรา ๗ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการห้ามลดทุนมาใช้บังคับ มาตรา ๒๘ ให้นำความในมาตรา ๓๘ ตรี มาตรา ๓๘ จัตวา มาตรา ๓๘ เบญจ มาตรา ๓๘ ฉ และมาตรา ๓๘ สัตต แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๑ มาใช้บังคับแก่การดำเนินการเพื่อควบกิจการหรือโอนกิจการของบรรษัท แล้วแต่กรณี โดยอนุโลม มาตรา ๒๙ คณะกรรมการต้องส่งมอบกิจการ ทรัพย์สิน บัญชี เอกสารและหลักฐานต่างๆ ของบรรษัทให้แก่คณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินใหม่ซึ่งควบกัน หรือแก่คณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่รับโอนกิจการ แล้วแต่กรณี ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบรรษัท ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ควบกิจการเข้ากันหรือรับโอนกิจการรายหนึ่งรายใดได้ลงมติให้ควบกิจการหรือโอนกิจการหรือรับโอนกิจการกันเป็นรายหลังสุด มาตรา ๓๐ ในกรณีที่เป็นการควบกิจการเป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินใหม่ให้คณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินใหม่ซึ่งควบกันแล้วยื่นขอจดทะเบียนการควบกิจการภายในยี่สิบเอ็ดวันนับแต่วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบรรษัท ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ควบกิจการเข้ากันรายหนึ่งรายใด ได้ลงมติให้ควบกิจการกันเป็นรายหลังสุด มาตรา ๓๑ ให้นำความในหมวด ๑๒ การควบบริษัท แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ มาใช้บังคับแก่การดำเนินการเพื่อควบกิจการของบรรษัทโดยอนุโลม ทั้งนี้ เว้นแต่ที่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วในหมวดนี้ ให้นำความในมาตรา ๑๔๖ วรรคสอง และมาตรา ๑๕๓ แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ มาใช้บังคับแก่การดำเนินการเพื่อโอนกิจการของบรรษัทโดยอนุโลม มาตรา ๓๒ ให้ลูกจ้างของบรรษัทที่มีอยู่ก่อนวันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบกิจการหรือก่อนวันที่โอนกิจการ เป็นลูกจ้างของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินใหม่ซึ่งควบกัน หรือของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่รับโอนกิจการ แล้วแต่กรณี ให้ลูกจ้างตามวรรคหนึ่งได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม กับให้ถือว่าเวลาการทำงานของลูกจ้างดังกล่าวในบรรษัทเป็นเวลาการทำงานในธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินใหม่ซึ่งควบกัน หรือธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่รับโอนกิจการ แล้วแต่กรณี โดยไม่ถือว่าการเปลี่ยนสภาพจากบรรษัทเป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินดังกล่าวเป็นการเลิกจ้าง มาตรา ๓๓ ในกรณีที่กระทรวงการคลังได้ค้ำประกันเงินกู้ของบรรษัทอยู่ก่อนวันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบกิจการหรือก่อนวันที่บรรษัทโอนกิจการเสร็จสิ้น ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจค้ำประกันเงินกู้นั้นต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดอายุตามสัญญาค้ำประกัน โดยอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกันก็ได้ เว้นแต่จะมีการตกลงกับเจ้าหนี้ให้ลดหรือปลดเปลื้องภาระการค้ำประกันของกระทรวงการคลังนั้น มาตรา ๓๔ เมื่อได้ดำเนินการควบกิจการหรือโอนกิจการของบรรษัทเสร็จสิ้น ให้พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติมเป็นอันยกเลิก เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบกิจการของบรรษัทกับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินแล้ว หรือเมื่อบรรษัทได้โอนกิจการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแสดงการควบกิจการหรือโอนกิจการของบรรษัทเสร็จสิ้น"ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องพัฒนาและส่งเสริมให้ระบบสถาบันการเงินของประเทศมีความเข้มแข็งและมั่นคงยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒ เพื่อให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสามารถควบกิจการกับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินได้ซึ่งจะทำให้สามารถนำความเชี่ยวชาญและความสามารถในการพัฒนาและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมของบรรษัทมารวมกับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่มีแหล่งเงินทุนและมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจการพาณิชย์ที่หลากหลายอันจะมีผลทำให้เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันการเงินที่จะสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมขึ้นได้ และโดยที่การดำเนินการดังกล่าวต้องกระทำให้แล้วเสร็จโดยรวดเร็ว โดยมีความชัดเจนแน่นอนในการดำเนินการเพื่อมิให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในสถานะการดำเนินกิจการของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินอื่น รวมทั้งเป็นการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศมิให้เกิดความเสียหายด้วยจึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

ค้นต่อ

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502 มาตรา 3 · Thanoy