พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
มาตรา 12
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มาตรา 12 ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาตามมาตรา ๑๑ มีหน้าที่และอำนาจบริหารกองทุนไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาตามมาตรา ๕๐/๖ แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) แต่งตั้งบุคคลซึ่งสามารถทำงานให้แก่สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาได้เต็มเวลาและไม่มีประโยชน์ขัดแย้งกับประโยชน์ของกองทุนทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาตามมาตรา ๕๐/๑๑ แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ (๒) ขอให้ข้าราชการหรือพนักงานในสังกัดหรือในกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาปฏิบัติงานในสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาเป็นการชั่วคราว โดยให้ถือเป็นการปฏิบัติราชการหรือการปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการหรือหน่วยงานต้นสังกัด (๓) ออกระเบียบและข้อบังคับตามมาตรา ๕๐/๗ (๕) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (๔) เสนอร่างระเบียบตามมาตรา ๕๐/๖ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ต่อสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (๕) ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งประธานกรรมการและกรรมการตามมาตรา ๕๐/๖ (๑) (๔) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 11570/2553
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 4 บัญญัติว่า "วิชาชีพเวชกรรม" หมายความว่า "วิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค..." การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัติดังกล่าว สั่งจ่ายยารักษาให้แก่สายลับหลังจากจำเลยที่ 1 ตรวจและวินิจฉัยโรคให้แก่สายลับแล้ว โดยจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่จัดยาให้ตามใบสั่งแพทย์ของจำเลยที่ 1 และเก็บเงิน ล้วนเป็นการกระทำที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญา