พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคและของอื่น ๆ ในภาวะคับขัน พุทธศักราช 2488
มาตรา 22
ยกเลิกแล้ว
กฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกแล้ว — แสดงไว้เพื่อการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคและของอื่น ๆ ในภาวะคับขัน พุทธศักราช 2488 มาตรา 22 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์ การควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคและของอื่น ๆ ขณะนี้มีกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว คือ พระราชกฤษฎีกาควบคุมเครื่องอุปโภคและของอื่น ๆ ในภาวะคับขัน พุทธศักราช ๒๔๘๗ พระราชกฤษฎีกานี้ออกตามความในพระราชบัญญัติมอบอำนาจให้รัฐบาลในภาวะคับขัน พุทธศักราช ๒๔๘๔การที่ได้ตราพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคและของอื่น ๆ ในภาวะคับขัน พุทธศักราช ๒๔๘๘ ขึ้น ก็เพื่อเปลี่ยนวิธีการควบคุมโดยพระราชกฤษฎีกา เป็นวิธีการควบคุมโดยพระราชบัญญัติ ที่ได้ประกาศให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องอุปโภคและของอื่น ๆ ในภาวะคับขัน พุทธศักราช ๒๔๘๘ นี้แต่ยังไม่ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาควบคุมเครื่องอุปโภคและของอื่น ๆ ในภาวะคับขัน พุทธศักราช ๒๔๘๘ นี้ แต่ยังไม่ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาควบคุมเครื่องอุปโภคและของอื่นๆ ในภาวะคับขัน พุทธศักราช ๒๔๘๗ นั้น ก็เพื่อให้การควบคุมต่อเนื่องกัน พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจะยกเลิกในภายหลังเมื่อได้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องอุปโภคและของอื่น ๆ ในภาวะคับขัน พุทธศักราช ๒๔๘๘ ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้น จึงของแจ้งให้ทราบว่า การกระทำใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชกฤษฎีกาควบคุมเครื่องอุปโภคและของอื่น ๆ ในภาวะคับขัน พุทธศักราช ๒๔๘๗ ยังคงเป็นความผิดตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนั้นอยู่กระทรวงพาณิชย์ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๘
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
พ.ศ. 2558
การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของ
พ.ศ. 2557
แม้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ" ก็ตาม แต่ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์เยื้องไปทางด้านหลังซ้ายรถยนต์ที่ ร. ขับ ดังนี้ จำเลยจึงขับรถอยู่คนละช่องเดินรถกับรถที่ ร. ขับ และเหตุที่รถที่จำเลยขับชนรถที่ ร. ขับเนื่องมาจาก ร. เบี่ยงรถมาทางด้านซ้าย กรณีจึงถือไม่ได้ว่ารถที่ ร. ขับเป็นรถคันหน้าที่จำเลยต้องขับรถให้ห่างพอสมควรที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยเมื่อจำเป็นต้องหยุ
ค้นต่อ