พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502
มาตรา 25
กฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกแล้ว — แสดงไว้เพื่อการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
มาตรานี้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว — ตัวบทด้านล่างเป็นฉบับที่เก็บไว้ในคลัง และอาจเป็นข้อความก่อนการแก้ไข โปรดอ่านตัวบทที่แก้ไขจาก:
พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502 มาตรา 25 ในกรณีที่เกี่ยวกับเงินกู้รายใด ๆที่ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการหรือที่แหล่งให้กู้ยืมอื่นใดในต่างประเทศได้ให้บรรษัทกู้ยืมรัฐบาลจะทำสัญญากับบรรษัทก็ได้ว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงการเทียบค่าเสมอภาคของบาทกับเงินตราต่างประเทศสกุลที่กู้ยืมและมีการขาดทุนหรือมีกำไรเกิดขึ้นรัฐบาลจะชดใช้เงินที่ขาดหรือรับผลกำไรนั้น แล้วแต่กรณีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ส. ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การประกอบอุตสาหกรรมจะสำเร็จผลไปได้ด้วยดี จำต้องได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน เพื่อให้มีทุน มีการจัดการอันมีสมรรถภาพ และมีความรู้ในด้านวิชาการ จึงสมควรจัดให้มีบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยขึ้นเพื่อช่วยเหลือกิจการอุตสาหกรรมให้สำเร็จผลดังว่านี้มาตรา ฉบับที่ 2 พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในขณะนี้การประกอบอุตสาหกรรมมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการส่งเสริมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำต้องขยายวงเงินค้ำประกันเงินกู้ที่บรรษัทฯ พึงจะได้มาจากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการหรือจากแหล่งกู้ยืมใดในต่างประเทศ เพื่อให้ยอดรวมแห่งต้นเงินกู้ยืมเพิ่มขึ้นเพียงพอ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมส่วนเอกชนในราชอาณาจักรให้กว้างขวางยิ่งขึ้นพอแก่ความต้องการในขณะนี้ ทวิ มาตรา ๑๕ ทวิ เมื่อที่ประชุมใหญ่เห็นสมควรจะเลือกตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นจากจำนวนกรรมการตามมาตรา๑๕ วรรคหนึ่ง อีกไม่เกินสองคนก็ได้ และให้นำความในมาตรา ๑๕ วรรคสองมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลมมาตรา ฉบับที่ 3 พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๖ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปหมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เพิ่มทุนเรือนหุ้นจากเดิม๒๐ ล้านบาทเป็น ๑๐๐ ล้านบาทแล้ว ตามมติพิเศษของที่ประชุมและโดยที่บรรษัทได้ตกลงเรียกหุ้นที่ชำระแล้วเพิ่มจากเดิม ๖.๑ ล้านบาท เป็น ๓๐ล้านบาท ตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการบรรษัทจึงจำเป็นต้องเพิ่มมาตรา ๑๕ ทวิเพื่อให้บรรษัทมีอำนาจจะเลือกตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นไว้รอรับผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าเป็นกรรมการในกาลอันควรต่อไป และโดยที่บรรษัทจะได้รับเงินกู้จากแหล่งอื่นในต่างประเทศนอกจากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการจึงจำเป็นต้องเพิ่มความ"หรือที่แหล่งกู้ยืมอื่นใดในต่างประเทศ" เข้าไว้ในมาตรา ๒๕ เพื่อรัฐบาลจะทำสัญญากับบรรษัทเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงค่าของเงินบาทเทียบกับเงินตราต่างประเทศสกุลที่ได้กู้ยืมจากแหล่งอื่นในต่างประเทศมาตรา ฉบับที่ 4 พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๔ (ยกเลิก) มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในขณะนี้การประกอบอุตสาหกรรมของเอกชนภายในประเทศควรได้รับการส่งเสริมมากยิ่งขึ้น จึงสมควรขยายวงเงินค้ำประกันเงินกู้ที่บรรษัทฯ จะพึงได้รับจากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ หรือจากแหล่งกู้ยืมใดในต่างประเทศจาก ๒๐๐ ล้านบาท เป็น๕๐๐ ล้านบาท เพื่อให้บรรษัทมีเงินที่จะให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภายในประเทศกู้ได้มากยิ่งขึ้น ทวิ มาตรา ๒๐ ทวิ ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารคณะหนึ่งประกอบด้วยผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งคณะกรรมการไม่น้อยกว่าสามคนและไม่เกินห้าคนเป็นกรรมการและให้มีอำนาจและหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมอบหมายอำนาจและหน้าที่ที่จะมอบหมายให้นั้นต้องไม่เป็นการเสื่อมเสียต่ออำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการทั่วไปตามมาตรา๒๑ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๓๓ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๕โดยที่คณะปฏิวัติเห็นว่า บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีความมุ่งหมายจะดำเนินงานช่วยเหลือและส่งเสริมภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชนให้ดียิ่งขึ้น โดยขยายขอบเขตการดำเนินงานของบรรษัทเพื่อรวมเงินทุนและช่วยพัฒนาตลาดทุนให้เอกชนได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวางสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเสียใหม่ ข้อ ๘ ให้ยกเลิกมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๐ ข้อ ๙ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปมาตรา ฉบับที่ 5 พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๕ เมื่อบรรษัทลดมูลค่าหุ้นสำหรับหุ้นที่ออกแล้วตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒ ให้บรรษัทออกใบหุ้นใหม่มีมูลค่าตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้จนครบมูลค่าหุ้นเดิม มาตรา ๖ ให้ผู้จัดการทั่วไปของบรรษัทซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒ อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการทั่วไปของบรรษัทตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไปได้จนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้จัดการทั่วไปตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่ช้ากว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๗ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒ มีบทบัญญัติบางประการยังไม่เหมาะสมกับภาวการณ์ในปัจจุบัน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมโดยลดมูลค่าหุ้นของบรรษัทลงเป็นระดับเดียวกับมูลค่าของหลักทรัพย์จดทะเบียนทั่ว ๆ ไปในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ไม่เป็นอุปสรรคในการกระจายหุ้นออกสู่ผู้มีเงินออมส่วนย่อย และกำหนดให้มูลค่าหุ้นของบรรษัทสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อให้เป็นการคล่องตัวตามภาวะของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยนอกจากนี้ควรให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้มีส่วนในการกำหนดแนวนโยบายและกำกับการดำเนินงานของบรรษัทได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยให้การแต่งตั้งผู้จัดการทั่วไปของบรรษัทต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตราบเท่าที่เงินซึ่งรัฐบาลให้บรรษัทกู้ยืมยังคงมีค้างอยู่หรือการค้ำประกันที่รัฐบาลให้ไว้ยังไม่สิ้นอายุการบังคับ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้นหมวด ๕ การควบกิจการหรือโอนกิจการ