พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522
มาตรา 8
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๗ ทวิ และมาตรา ๑๗ ตรี แห่งพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๒๕ ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา ๑๗ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ท้องที่ใดท้องที่หนึ่งเป็นเขตห้ามมิให้บุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ เมื่อได้มีประกาศของนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่งแล้ว (๑) ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากผู้ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์เข้าไปในเขตนั้น (๒) ให้ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตนั้นอยู่แล้วในวันที่นายกรัฐมนตรีประกาศตามความในวรรคหนึ่งออกไปจากเขตนั้นภายในกำหนดเวลาที่ผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ประกาศกำหนด ทั้งนี้ เว้นแต่บุคคลซึ่งได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ให้อยู่อาศัยได้ หนังสืออนุญาตให้บุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ในเขตห้ามมิให้บุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่เมื่อมีเหตุอันสมควร ผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์จะเพิกถอนเสียเมื่อใดก็ได้ การออกหนังสืออนุญาตให้บุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ในเขตห้ามมิให้บุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ การเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้บุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ในเขตห้ามมิให้บุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ การประกาศให้บุคคลที่อาศัยอยู่ในเขตห้ามมิให้บุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ออกไปจากเขตนั้นตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการให้บุคคลผู้ต้องออกไปจากเขตที่นายกรัฐมนตรีประกาศตามวรรคหนึ่งได้มีที่อยู่อาศัยและได้รับค่าทดแทนตามที่นายกรัฐมนตรีจะเห็นสมควร ผู้ใด โดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เข้าไปในเขตห้ามมิให้บุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ตามวรรคหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืน (๑) หรือผู้ใดซึ่งอาศัยอยู่ในเขตดังกล่าวอยู่แล้วในวันที่นายกรัฐมนตรีประกาศเขตห้ามมิให้บุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ตามวรรคหนึ่ง ไม่ออกไปจากเขตนั้นภายในกำหนดเวลาที่ผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ประกาศกำหนด อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม (๒) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๑๗ ทวิ ให้ผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อกำหนดมาตรการและดำเนินการควบคุมการครอบครองและหรือการจำหน่ายข้าว อาหาร ยา เครื่องอุปโภคบริโภคอย่างอื่นและสิ่งอื่นใดในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งซึ่งอยู่ในเขตอำนาจหน้าที่ของตน เพื่อมิให้สิ่งเหล่านั้นเป็นประโยชน์แก่องค์การอันเป็นคอมมิวนิสต์หรือเพื่อมิให้เกิดความเดือนร้อนแก่ประชาชน ให้คณะกรรมการที่แต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) ระบุชนิด ประเภทของข้าว อาหาร ยา เครื่องอุปโภคบริโภคอย่างอื่นและสิ่งอื่นใด ให้เป็นสิ่งของควบคุม (๒) วางระเบียบเกี่ยวกับการส่งออกไปนอกหรือนำเข้ามาในท้องที่ดังกล่าวซึ่งสิ่งของควบคุมตาม (๑) (๓) ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองหรือผู้จำหน่ายสิ่งของควบคุมแจ้งปริมาณและสถานที่เก็บสิ่งของควบคุมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (๔) ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองหรือผู้จำหน่ายสิ่งของควบคุมแจ้งสถิติหรือบัญชีการจำหน่ายสิ่งของควบคุมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (๕) วางเงื่อนไขในการจำหน่ายสิ่งของควบคุม การกำหนดมาตรการตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นประกาศของคณะกรรมการปิดไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอและที่เปิดเผยตามชุมชนทั่วไปในท้องที่ที่เกี่ยวข้อง กับต้องประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสี่สิบแปดชั่วโมง ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการตามมาตรานี้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๑๗ ตรี คณะกรรมการตามมาตรา ๑๗ ทวิ มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นใด ให้ช่วยเหลือปฏิบัติการอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือในบริเวณท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง แทนคณะกรรมการได้ ในการปฏิบัติการติดต่อกับบุคคลภายนอก ให้อนุกรรมการ พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง แสดงบัตรประจำตัวตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวงหรือแสดงหลักฐานอย่างอื่นต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือติดเครื่องหมายอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์กำหนด"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 3281/2562
สัญญาตัวแทนตามคำฟ้องเป็นสัญญาระหว่างโจทก์ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทยกับจำเลยซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเบรเมิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี การที่คู่สัญญาตกลงกันให้นำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญาดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเป็นการให้บริการระหว่างประเทศไปฟ้องยังศาลแห่งเมืองเบรเมิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งถือเป็นภูมิลำเนาของจำเลยจึงสามารถทำได้ตามหลักกฎหมายทั่วไประหว่างประเทศ ไม่ตกเป็นโมฆะ สำหรับการตีความสัญญานั้นต้องตีความไปตามความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คา