พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
มาตรา 121
พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 121 ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชสำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแต่ละแห่งให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อพ้นระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง และรัฐบาลมีแผนงานหรือนโยบายในการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินและได้อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าที่มีการประกาศกำหนดมาก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจัดทำโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าโดยมิได้สิทธิในที่ดินนั้น เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือบุคคลที่ไม่มีที่ดินทำกินและได้อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ภายใต้กรอบเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ เรื่อง การแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ หรือตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๖/๒๕๕๗ เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน ลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ โดยต้องจัดให้มีแผนที่แสดงแนวเขตโครงการที่จะดำเนินการแนบท้ายพระราชกฤษฎีกา และมีระยะเวลาการบังคับใช้คราวละไม่เกินยี่สิบปี และอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพิจารณาและคุณสมบัติของบุคคลที่อยู่อาศัยหรือทำกินในชุมชนภายใต้โครงการที่จะดำเนินการ หน้าที่ของบุคคลที่อยู่อาศัยหรือทำกินในชุมชนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ดูแลรักษาสัตว์ป่า ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพภายในเขตพื้นที่ดำเนินโครงการหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอยู่อาศัยหรือทำกิน และการสิ้นสุดการอยู่อาศัยหรือทำกิน และมาตรการในการกำกับดูแล การติดตาม และการประเมินผลการดำเนินโครงการ ในกรณีบุคคลที่อยู่อาศัยหรือทำกินได้ครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไปจากเดิม เก็บหา นำออกไป กระทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่งสัตว์ป่า ไม้ ดิน หิน กรวด ทราย แร่ ปิโตรเลียม หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น หรือกระทำการอื่นใดอันส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ หรือนำหรือปล่อยสัตว์ ในเขตพื้นที่โครงการตามพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามมาตรานี้ หากการกระทำดังกล่าวเป็นไปเพื่อการดำรงชีพอย่างเป็นปกติธุระ และได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการแล้ว ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอัตราค่าธรรมเนียม (๑)ใบอนุญาตเก็บ ทำอันตราย หรือมีไว้ในครอบครอง ฉบับละ ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งรังของสัตว์ป่าคุ้มครอง (๒)ใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองที่เพาะพันธุ์ได้ ตัวละ ๑,๐๐๐บาท ที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ แต่รวมกันไม่เกิน ฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท (๓)ใบอนุญาตครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ฉบับละ ๕,๐๐๐ บาทที่เพาะพันธุ์ได้ที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ (๔)ใบอนุญาตนำเข้าหรือส่งออกสัตว์ป่าสงวน ตัวละ ๑๐,๐๐๐ บาท (๕)ใบอนุญาตนำเข้าหรือส่งออกซากสัตว์ป่าสงวน ฉบับละ ๕๐,๐๐๐ บาท หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าสงวน (๖)ใบอนุญาตนำเข้าหรือส่งออกสัตว์ป่าคุ้มครอง ตัวละ ๑,๐๐๐ บาท หรือสัตว์ป่าควบคุม แต่รวมกันไม่เกิน ฉบับละ๑๐,๐๐๐ บาท (๗) ใบอนุญาตนำเข้าหรือส่งออกซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ฉบับละ ๑๐,๐๐๐บาท ซากสัตว์ป่าควบคุมหรือผลิตภัณฑ์ จากซากสัตว์ป่าดังกล่าว (๘)ใบรับรองการนำเข้าหรือส่งออกสัตว์ป่า ตัวละ ๕๐๐ บาท ตามมาตรา๒๔ แต่รวมกันไม่เกิน ฉบับละ ๕,๐๐๐ บาท (๙) ใบรับรองการนำเข้าหรือส่งออกซากสัตว์ป่า ฉบับละ ๕,๐๐๐ บาทหรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าตามมาตรา๒๔ (๑๐)ใบอนุญาตดำเนินกิจการเพาะพันธุ์สัตว์ป่าคุ้มครอง ฉบับละ ๕๐,๐๐๐ บาท ที่เพาะพันธุ์ได้หรือสัตว์ป่าควบคุม (๑๑)ใบอนุญาตค้าสัตว์ป่าคุ้มครองที่เพาะพันธุ์ได้ ฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท หรือสัตว์ป่าควบคุมหรือซากสัตว์ป่าดังกล่าว หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าดังกล่าว(๑๒)ใบอนุญาตจัดตั้งและประกอบกิจการสวนสัตว์ ฉบับละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท (๑๓)หนังสืออนุญาตดำเนินกิจกรรมใด ๆ ในเขตรักษา ฉบับละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท พันธุ์สัตว์ป่าหรือในเขตห้ามล่าสัตว์ป่า (๑๔)ใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่า ตัวละ ๑๐๐ บาท คุ้มครองชั่วคราว แต่รวมกันไม่เกิน ฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท(๑๕)ใบรับรองการครอบครองซากสัตว์ป่าสงวนหรือ ฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (๑๖)การต่ออายุใบอนุญาตหรือใบรับรอง ครั้งละเท่ากับค่าธรรมเนียมใบอนุญาต หรือใบรับรองนั้น (๑๗)การโอนใบอนุญาตหรือใบรับรอง ครั้งละกึ่งหนึ่งของค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตหรือใบรับรองนั้น (๑๘)ใบแทนใบอนุญาตหรือใบรับรอง ฉบับละ ๑,๐๐๐บาทบัญชีสัตว์ป่าสงวน ลำดับที่ สัตว์ป่าสงวน ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๑ สัตว์ป่าจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กระซู่(Didermocerus sumatraensis) กวางผา(Naemorhedus griseus) กูปรีหรือโคไพร(Bos sauveli) เก้งหม้อ(Muntiacus feae) ควายป่า(Bubalus bubalis) พะยูนหรือหมูน้ำ(Dugong dugon)แมวลายหินอ่อน(Pardofelis marmorata) แรด (Rhinoceros sondaicus) ละองหรือละมั่ง(Cervus eldi) เลียงผาหรือเยืองหรือกูรำหรือโครำ(Capricornis sumatraensis) วาฬบรูด้า(Balaenoptera edeni) วาฬโอมูระ(Balaenoptera omurai) สมเสร็จ(Tapirus indicus) สมันหรือเนื้อสมัน(Cervus schomburgki) วาฬสีน้ำเงิน(Balaenoptera musculus) สัตว์ป่าจำพวกนก นกกระเรียน(Grus antigone) นกเจ้าฟ้าหญิงสิริธร(Pseudochelidon sirintarae) นกแต้วแล้วท้องดำ(Pitta gurneyi) นกชนหิน (Rhinoplax vigil) สัตว์ป่าจำพวกสัตว์เลื้อยคลาน เต่ามะเฟือง(Dermochelys coriacea) สัตว์ป่าจำพวกปลา ปลาฉลามวาฬ (Rhinodon typus)หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ทำให้บทบัญญัติบางประการและมาตรการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในกฎหมายไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่จะใช้เป็นเครื่องมือหรือเอื้ออำนวยต่อการสงวนอนุรักษ์คุ้มครอง ดูแลรักษา ฟื้นฟูสัตว์ป่าและแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกในข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสัตว์ป่าและพืชป่าซึ่งมีผลทำให้ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวเพื่อจัดให้มีมาตรการในการควบคุมการครอบครอง การค้า การนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านซึ่งสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า และผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่า ตลอดจนการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ สมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้พระราชกฤษฎีกากำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าสงวนพ.ศ. ๒๕๖๗ มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากปัจจุบันวาฬสีน้ำเงิน (Balaenoptera musculus) และนกชนหิน (Rhinoplax vigil) ในสภาพธรรมชาติมีเหลืออยู่จำนวนน้อยมากและถูกคุกคามสูงจากการล่าเพื่อนำไปใช้ในการอุปโภคและบริโภคหรือประโยชน์อื่นจนถูกขึ้นบัญชีสถานภาพให้เป็นชนิดพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับการคุ้มครองทางกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น และเป็นการสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ในระดับนานาชาติประกอบกับประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade Endangered Species of Wild Fauna and Flora (CITES))จึงมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีมาตรการในการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าอย่างเหมาะสม สมควรกำหนดให้วาฬสีน้ำเงิน (Balaenoptera musculus) และนกชนหิน (Rhinoplax vigil) เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้