พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร พ.ศ. 2518
มาตรา 42
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร พ.ศ. 2518 มาตรา 42 ให้บรรดาระเบียบและข้อบังคับที่ออกโดยกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่เกี่ยวกับราชการของวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ ซึ่งใช้อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะได้มีการวางระเบียบและออกข้อบังคับในเรื่องนั้น ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากอาชีพเกษตรกรรมใประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาก จำเป็นต้องใช้ความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง เพื่อให้การดำเนินอาชีพเกษตรกรรมสมัยใหม่สำเร็จลุล่วงไปได้ และเพื่อให้ความรู้ในการเกษตรสมัยใหม่แพร่หลายไปถึงท้องที่ชนบทของประเทศสมควรให้ยกฐานะวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ ซึ่งได้เปิดทำการสอนมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ และกิจการของวิทยาลัยได้เจริญก้าวหน้าและขยายตัวมากขึ้นตามลำดับ ขึ้นเป็นสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร ดำเนินการสอนวิจัย ฝึกปฏิบัติ และส่งเสริมวิชาการเกษตร โดยให้เน้นหนักในภาคปฏิบัติในวิชาชีพเกษตรกรรมในสาขาเกษตรกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาชนบทและต่อการเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้มีความรู้ความชำนาญในการเกษตรภาคปฏิบัติจนสามารถประกอบอาชีพได้เอง หรือสามารถปฏิบัติงานเกษตรกรรมที่ตนถนัดได้ตามความต้องการทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมาตรา ฉบับที่ 2 พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันกำหนดให้สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาแก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในทุกสาขาวิชาได้เพียงชั้นปริญญาตรีเท่านั้น สมควรให้สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาแก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันนี้ทุกสาขาวิชาถึงชั้นปริญญาเอก อีกประการหนึ่งสมควรกำหนดให้สถาบันมีอำนาจปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลใด ๆ ซึ่งสถาบันเห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้นได้กับสมควรกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งกรรมการสภาสถาบันและครุยประตำแหน่งคณาจารย์ของสถาบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น