พระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2537
มาตรา 22
ยังไม่ยืนยันสถานะหมวด ๒ สมาชิก กรรมการและพนักงาน
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ —
เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2537 มาตรา 22 คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและดำเนินงานของสภาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ออกข้อบังคับและระเบียบในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) ข้อบังคับการรับสมัครการเป็นสมาชิก สิทธิหน้าที่ของสมาชิก วินัย การลงโทษสมาชิกและการพ้นจากสมาชิกภาพ (๒) ข้อบังคับการกำหนดค่าลงทะเบียน ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าบริการ และค่าใช้จ่ายที่จะพึงเรียกเก็บจากสมาชิกหรือบุคคลภายนอก (๓) ข้อบังคับการจัดตั้งสำนักงานสาขาตามมาตรา ๘ (๔) ข้อบังคับการกำหนดจำนวน วิธีการเลือกตั้ง และตำแหน่งกรรมการตามมาตรา ๑๗ (๕) ข้อบังคับการมอบอำนาจของประธานสภาตามมาตรา ๒๖ (๖) ข้อบังคับการกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินบำเหน็จรางวัลพนักงาน การบรรจุ การแต่งตั้ง การถอดถอน รวมทั้งระเบียบวินัย การลงโทษและการร้องทุกข์ของพนักงาน (๗) ระเบียบการดำเนินกิจการของคณะกรรมการ (๘) ระเบียบการประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่สภา (๙) ระเบียบการบัญชีและการเงินของสภา (๑๐) ระเบียบการสงเคราะห์พนักงาน และครอบครัวของบุคคลดังกล่าว หรือผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นพนักงาน (๑๑) ข้อบังคับหรือระเบียบเรื่องอื่นใดที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจการของสภา การกำหนดหรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับใด ๆ ตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๑๑) ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่สภาและได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีก่อนจึงให้ใช้บังคับได้ ข้อบังคับและระเบียบจะต้องไม่ขัดต่อพระราชบัญญัตินี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
พ.ศ. 2558
การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของ
พ.ศ. 2557
แม้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ" ก็ตาม แต่ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์เยื้องไปทางด้านหลังซ้ายรถยนต์ที่ ร. ขับ ดังนี้ จำเลยจึงขับรถอยู่คนละช่องเดินรถกับรถที่ ร. ขับ และเหตุที่รถที่จำเลยขับชนรถที่ ร. ขับเนื่องมาจาก ร. เบี่ยงรถมาทางด้านซ้าย กรณีจึงถือไม่ได้ว่ารถที่ ร. ขับเป็นรถคันหน้าที่จำเลยต้องขับรถให้ห่างพอสมควรที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยเมื่อจำเป็นต้องหยุ
ค้นต่อ