พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช 2482
มาตรา 9
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช 2482 มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา ๑๓ ให้ตั้งข้าหลวงยุติธรรมขึ้น ส่วนจำนวนและตำแหน่งประจำจะอยู่ ณ ที่ใด และมีเขตอำนาจเพียงไรนั้นให้เป็นไปตามที่จะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาตั้งข้าหลวงยุติธรรม ผู้ที่เป็นข้าหลวงยุติธรรมให้เลือกตั้งจากผู้พิพากษา เมื่อตำแหน่งข้าหลวงยุติธรรมว่างลง หรือเมื่อข้าหลวงยุติธรรมไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนข้าหลวงยุติธรรมชั่วคราวก็ได้ ให้ข้าหลวงยุติธรรมมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และให้มีอำนาจ (๑) สั่งให้ผู้พิพากษาและจ่าศาลรายงานเกี่ยวด้วยคดีใด ๆ หรือรายงานกิจการอื่น ๆ ของศาลซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตน (๒) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลทุกศาลซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจของตน หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งได้ (๓) ในกรณีจำเป็นสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตนไปช่วยทำหน้าที่ชั่วคราวในอีกศาลหนึ่ง แล้วรายงานไปยังกระทรวงยุติธรรมทันที"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 365/2473
กฎเสนาบดีที่ 5 ผู้พิพากษาที่มิได้นั่งพิจารณาจะตัดสินคดีนั้นไม่ได้ (เทียบฎีกาที่ 269/56)คดีนี้ปรากฏตามรายงานศาลอุทธรณ์ว่า พระยากฤติกาฯ กับพระยาธรรมสารเวทย์เปนผู้นั่งฟังคำแถลงการณ์ของคู่ความ ส่วนพระยากุศนะเรศร์ไม่ปรากฏว่าได้นั่งด้วย แต่ลงนามเปนผู้ตัดสินคดีนี้จึงมีปัญหาว่า ผู้ที่มิได้นั่งพิจารณาจะตัดสินคดีได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า พระยากุศนะเรศร์จะตัดสินคดีนี้ไม่ได้ ตามกฎเสนาบดีที่ ๕ และ ฎีกาที่ ๒๖๙/๕๖ คำพิพากษานี้คงเหลือแต่พระยาธรรมสารเวทย์ ผู้นั่งพิจารณาลงนามแต่นายเดียว ไม่ครบคณะตามพระธรรมนูญ ม.๙